การดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือเล็ก จำเป็นต้องมีเอกสารการค้าที่สำคัญต่างๆ เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น ใบสั่งของ, ใบส่งสินค้า, ใบวางบิล, ใบแจ้งหนี้ และอื่นๆ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้ผู้ประกอบการสับสนว่าเอกสารเหล่านี้คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และจะใช้ทำอะไรได้บ้าง
ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึง เอกสารการค้าที่สำคัญ 9 ประเภท ที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและการใช้งาน เพื่อความถูกต้องในการทำธุรกิจกับลูกค้าหรือคู่ค้า รวมถึงสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำคัญ: เอกสารทางการค้าทุกประเภทควรจัดทำอย่างน้อย 2 ชุด ได้แก่ ชุดต้นฉบับ (Original) สำหรับมอบให้ลูกค้า/คู่ค้า และ ชุดสำเนา (Copy) สำหรับเก็บไว้เป็นหลักฐานของบริษัท
1 ใบเสนอราคา (Quotation)
"ใบเสนอราคา" เป็นเอกสารที่ผู้ขายใช้ในการแจ้งราคาสินค้าหรือบริการที่ต้องการขายให้กับผู้ซื้อ โดยในใบเสนอราคาจะระบุรายละเอียดสินค้าหรือบริการ, ราคา, จำนวน, หน่วย และวันที่มีผลบังคับใช้
ผู้ซื้อสามารถใช้ใบเสนอราคานี้เพื่อเปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการกับบริษัทอื่นๆ และเลือกซื้อจากบริษัทที่มีข้อเสนอในสิ่งที่ตนต้องการมากที่สุด
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้า/ผู้ซื้อ | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่บริษัทผู้ขาย
2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
"ใบสั่งซื้อ" เป็นเอกสารที่ผู้ซื้อใช้ในการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขาย หรือเรียกกันย่อๆ ว่า P.O. โดยจะระบุรายละเอียดของสินค้า, จำนวน, หน่วย, ราคา, วันที่ต้องการรับสินค้า และเงื่อนไขการชำระเงิน
ใบสั่งซื้อจะใช้เป็นหลักฐานในการสั่งซื้อและเรียกเก็บเงินตามสัญญากับผู้ขายตามที่ตกลงกันไว้
ชุดต้นฉบับ: ส่งให้ผู้ขาย/ซัพพลายเออร์ | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายจัดซื้อของผู้ซื้อ
3 ใบแจ้งหนี้ (Invoice)
"ใบแจ้งหนี้" เป็นเอกสารที่ใช้ในการแจ้งชำระเงินสำหรับสินค้าหรือบริการที่ซื้อจากบริษัท โดยในใบแจ้งหนี้จะระบุรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ ราคา จำนวน หน่วย รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และราคารวมทั้งสิ้น
ใบแจ้งหนี้จะใช้เป็นหลักฐานในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าซึ่งออกโดยผู้ขาย และผู้ซื้อจะต้องชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดในใบแจ้งหนี้
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้า/ผู้ซื้อ | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชีของผู้ขาย
4 ใบวางบิล (Billing Note)
"ใบวางบิล" เป็นเอกสารที่ใช้ในการแจ้งหนี้คล้ายกันกับใบแจ้งหนี้ โดยซัพพลายเออร์จะรวบรวมยอดค่าใช้จ่ายคงค้างทั้งหมด รวมถึงสรุปยอดค่าใช้จ่ายต่างๆ และแจกรายละเอียด ก่อนการวางบิลในรอบนั้นๆ
เพื่อให้ผู้ซื้อตรวจสอบและทำการชำระเงิน
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้า/ผู้ซื้อ | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชีของผู้ขาย
5 ใบส่งสินค้า / ใบกำกับภาษี (Delivery Note / Tax Invoice)
"ใบส่งสินค้าหรือใบกำกับภาษี" เป็นเอกสารที่ใช้ในการแจ้งการส่งสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า โดยในใบส่งสินค้าจะระบุรายละเอียดของสินค้า, จำนวน, หน่วย และวันที่ส่งสินค้า
ในขณะที่ใบกำกับภาษีจะระบุภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และราคารวมทั้งสิ้นของสินค้าหรือบริการ เมื่อมีการส่งสินค้าแล้ว ผู้ซื้อจะลงนามรับสินค้าในใบส่งสินค้าและใบกำกับภาษีจะใช้เป็นหลักฐานในการเรียกเก็บเงินและยืนยันการชำระเงินของลูกค้า
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้าพร้อมสินค้า | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชี/คลังสินค้า
6 ใบรับสินค้า (Goods Received Note)
"ใบรับสินค้า" เป็นเอกสารที่ใช้ในการยืนยันว่าการส่งสินค้าถูกต้องตามสัญญาซื้อขาย โดยในใบรับสินค้าจะระบุรายละเอียดของสินค้าที่ถูกส่งมา จำนวน และสถานที่ที่สินค้าถูกจัดส่ง
ใบรับสินค้านี้จะถูกส่งคืนให้ผู้ขายเพื่อใช้ในการออกใบแจ้งหนี้
ชุดต้นฉบับ: ส่งคืนผู้ขาย | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายคลังสินค้าของผู้ซื้อ
7 ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)
"ใบเสร็จรับเงิน" เป็นเอกสารที่ใช้ในการยืนยันการชำระเงินจากลูกค้า โดยในใบเสร็จรับเงินจะระบุรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ ราคา จำนวน หน่วย รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และราคารวมทั้งสิ้น
ผู้ซื้อจะได้รับใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานในการยืนยันการชำระเงิน
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้า/ผู้ชำระเงิน | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชีของผู้รับเงิน
8 ใบลดหนี้ (Credit Note)
"ใบลดหนี้" เป็นเอกสารที่ใช้ในการลดจำนวนเงินที่ต้องชำระตามใบแจ้งหนี้เดิม โดยสาเหตุที่จะออกใบลดหนี้ได้แก่:
- สินค้าไม่ตรงตามรายการที่สั่งซื้อ
- สินค้าเสียหายหรือชำรุด
- มีการคืนสินค้า
ในใบลดหนี้จะระบุจำนวนเงินที่ลด สาเหตุที่ทำการลดหนี้ และรายละเอียดของสินค้าที่มีการลดหนี้
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้า/ผู้ซื้อ | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชีของผู้ขาย
9 ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note)
"ใบเพิ่มหนี้" เป็นเอกสารที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนเงินที่ต้องชำระตามใบแจ้งหนี้เดิม ได้แก่:
- สินค้าที่สั่งซื้อเพิ่มเติม
- ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มขึ้น
- ค่าปรับเพิ่มเติม
ในใบเพิ่มหนี้จะระบุจำนวนเงินที่เพิ่ม สาเหตุที่ทำการเพิ่มหนี้ และรายละเอียดของสินค้าที่มีการเพิ่มหนี้
ชุดต้นฉบับ: มอบให้ลูกค้า/ผู้ซื้อ | ชุดสำเนา: เก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชีของผู้ขาย
ต้นฉบับ vs สำเนา
ชุดต้นฉบับ (Original)
เอกสารตัวจริงที่มอบให้คู่ค้าหรือลูกค้า ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายและบัญชี มักมีตราประทับและลายเซ็นต้นฉบับ
ชุดสำเนา (Copy)
สำเนาเอกสารที่เก็บไว้เป็นหลักฐานภายในบริษัท ใช้สำหรับตรวจสอบ ทำบัญชี และอ้างอิงในอนาคต
สรุปลำดับการใช้เอกสาร
การจัดทำเอกสารการค้าอย่างถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ลดปัญหาข้อพิพาท และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้าและลูกค้า อย่าลืมว่าเอกสารทุกฉบับต้องมีทั้ง ชุดต้นฉบับ และ ชุดสำเนา เพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกิจครับ